เรื่องของสุขภาพเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่กำลังให้ความสนใจ เพราะอะไรเหรอค่ะ …?  คงเป็นเพราะว่าเดี๋ยวนี้ เทรนด์ของสุขภาพกำลังมาแรง ประกอบกับโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายก็ได้วิวัฒนาการตัวเองแบบก้าวกระโดด สมัยนี้เราเลยได้ยินชื่อโรคแปลกๆ ที่มีเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ โรควัวบ้า โรคไข้หวัดนก โรคซาร์ และโรคล่าสุดที่ผวากันทั่วโลก ก็โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009

จะด้วยเหตุผลเรื่องโรคต่างๆ หรือว่าต้องการมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนก็แล้วแต่ วิธีการรับมือที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน คือ“การออกกำลังกาย” ไม่ว่าจะออกกำลังแบบเพาะกาย

แอโรบิค วิ่ง ตีเทนนิส ว่ายน้ำ ฯลฯ ล้วนส่งผลดีต่อร่างกายทั้งสิ้น

ว่าแต่จะเลือกออกกำลังกายเวลาไหน ถึงจะดีที่สุด “เช้า” หรือ “เย็น”? คงเป็นคำถามที่หลายๆ คนอยากรู้ รวมทั้งตัวดิฉันเองด้วย วันนี้ดิฉันได้อ่านเจอบทความเรื่องนี้มา เลยนำมาเขียนเป็นไดอารี่แบ่งปันกับเพื่อนๆ สาวกเว็บ muscle.in.th ค่ะ

การออกกำลังกายไม่ว่าจะ “เช้า” หรือ “เย็น” ต่างก็ให้ผลดีต่อสุขภาพทั้งสิ้น ใครที่สะดวกช่วงเวลาไหนก็สามารถออกกำลังกายช่วงนั้นได้ สิ่งที่สำคัญมากกว่าการเลือกช่วงเวลาในการออกกำลังกาย คือ ความสม่ำเสมอหรือความถี่ในการออกกำลังกาย อย่างน้อยควรออกกำลังกาย 3-4 ครั้ง/สัปดาห์

ผลการวิจัยล่าสุดของ ดร.เซดริก ไบร์อัน นักสรีรวิทยา (ที่ปรึกษาการออกกำลังกายแห่งสมาคมเพื่อการออกกำลังกายแห่งสหรัฐอเมริกา) อ้างว่า ผลการวิจัยเกี่ยวกับการออกกำลังกายของกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงที่น้ำหนักเกินค่ามาตรฐาน ในช่วงอายุ50-75 ปี ที่เข้ารับการทดลองโดยควบคุมให้ออกกำลังกายช่วงเช้าโดยเฉลี่ย 4 ชั่วโมง/สัปดาห์ พบว่า การนอนหลับของกลุ่มตัวอย่างเป็นไปได้ดีขึ้นและจากการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี ทำให้ผู้หญิงกลุ่มนี้สามารถลดน้ำหนักได้มากกว่า 13 กิโลกรัม

นอกจากนี้ ดร.เซดริก ได้ให้ความเห็นถึงเบื้องหลังความสำเร็จของการออกกำลังกายของผู้หญิงกลุมนี้ว่า เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างเวลาและการออกกำลังกาย อันเนื่องมาจากการออกกำลังกายตอนเช้าเปิดโอกาสให้คนหันมาออกกำลังกายจนติดเป็นนิสัยได้มากกว่าการเลือกที่จะออกกำลังกายในช่วงเย็น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ซึ่งเหตุผลเรื่องความเหน็ดเหนื่อยจากงานเป็นสาเหตุหลักที่คนส่วนใหญ่ต้องเลื่อนหรืองดการออกกำลังกาย

ดร.เซดริก ยังได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ การออกกำลังกายแบบต่างๆ ที่มีผลต่อการเผาผลาญแคลอรี่ ดังนี้

  • การยกน้ำหนักฟรีเวท เผาผลาญได้ 110 กิโลแคลอรี
  • เดินเร็ว 3.5 ไมล์ / ชั่วโมง เผาผลาญได้ 140 กิโลแคลอรี
  • การวิ่งจ็อกกิ้ง ความเร็ว 5 ไมล์ / ชั่วโมง เผาผลาญได้ 295 กิโลแคลอรี
  • การขี่จักรยาน ความเร็วต่ำกว่า 10 ไมล์ / ชั่วโมง เผาผลาญได้ 145 กิโลแคลอรี
  • การขี่จักรยาน ความเร็ว 10 ไมล์ / ชั่วโมง เผาผลาญได้ 195 กิโลแคลอรี
  • ว่ายน้ำฟรีสไตล์เร็วปานกลาง เผาผลาญได้ 255 กิโลแคลอรี
  • แอโรบิก เผาผลาญได้ 240 กิโลแคลอรี
  • บาสเก็ตบอล เผาผลาญได้ 220 กิโลแคลอรี
  • เต้นรำ เผาผลาญได้ 165 กิโลแคลอรี

Note เคล็ดลับส่วนตัวของดิฉัน เพื่อนคนไหนจะเอาไปใช้ก็ไม่หวงห้ามค่ะ

สำหรับผู้ที่เริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ ควรเริ่มกำหนดเป้าหมายของการออกกำลังกาย ตั้งแต่ 10 นาที และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น 30-60 นาที หรือแบ่งการออกกำลังกายออกเป็นช่วงสั้นๆ แต่รวมกันให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที เช่น ตื่นนอนตอนเช้าออกกำลังกายด้วยการคาร์ดิโอเบาๆ ประมาณ 20 นาที (ช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญของร่างกายได้เป็นอย่างดี) หากมีเวลาในช่วงเย็นก็ออกกำลังกายแบบยกเวท ประมาณ 30-45 นาที เพียงแค่นี้สุขภาพที่แข็งแรง หุ่นสวยๆ ก็เป็นของคุณแล้วค่ะ ไม่ว่าจะออกช่วงไหน เวลาไหนก็ได้ทั้งนั้นค่ะ แค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกายแล้วนะคะSmile